อาสาสมัครไม่ใช่แค่การ ”ให้” แต่เป็นการได้ “รับ” ที่มากกว่าการได้ให้ 


Warning: include(niyam/input.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

Warning: include(niyam/input.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

Warning: include() [function.include]: Failed opening 'niyam/input.php' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

   ปวดเข่าเป็นๆหายๆ สัญญาณเตือน โรคข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของผู้สูงอายุ  
   เคล็ด(ไม่)ลับ สร้างสุขเด็กไทย  
   วินิจฉัย โรคออทิสติก ด้วยวิธีใหม่ เพื่อช่วยในการรักษาและป้องกันโรคนี้  

   การเตรียมตัวลงพื้นที่  
   ว่าด้วยเรื่องอาสาสมัครในโรงพยาบาล  
   คุณสมบัติอาสาสมัครในโรงพยาบาล 

   "4 วิธีให้ลูกเลิกติดแท็บเล็ต มือถือ"  
   "5 สิ่ง ที่คุณพ่อควรทำ" 
   ห่วง“ผู้สูงวัย”เกือบครึ่งใช้ยาผิด 


โรคซึมเศร้า

 

โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุอารมณ์ซึมเศร้า อาจเริ่มต้นจากน้อยๆ ไปหามาก ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ไม่แจ่มใส หดหู่ เศร้าหมอง มีทุกข์ จนถึงเบื่อหน่าย ท้อแท้ เบื่อชีวิต คิดว่าตนเองไร้ค่า คิดอยากตาย และอาจจะฆ่าตัวตายได้ ผู้ป่วยจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ผอมลง เซื่องซึม นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ความจำเสื่อม เหนื่อยง่าย เพลีย ไม่มีแรง เบื่องาน หรือเบื่อกิจกรรมที่เคยทำแล้วสนุก ความรู้สึกทางเพศจะลดลงจนหมดไป การเบื่อสังคมอาจแสดงออกด้วยการเก็บตัว แยกตัว เซื่องซึม ขาดความมั่นใจในตนเอง เครียดง่าย กังวลง่าย มองโลกในแง่ร้าย ไม่เห็นทางแก้ไขปัญหา

โรคซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรงมาก อาจเกิดอาการโรคจิตร่วมด้วย เช่น มีอาการหลงผิด หรือหูแว่ว โรคนี้มักเกิดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น จนถึงวัยกลางคน เกิดได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องมีความเครียดเป็นสาเหตุ เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีอันตรายเนื่องจากผู้ป่วยอาจฆ่าตัวตายได้ อย่างไรก็ตามโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ผลดีมาก การใช้ยาร่วมกับจิตบำบัด จะช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายเป็นปกติเหมือนเดิม เมื่อหายแล้ว แพทย์จะให้รับประทานยาป้องกันต่ออีกประมาณ 6-12 เดือน ไม่ควรหยุดยาเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มีอาการอีกได้ง่าย

สาเหตุ

  1. โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยรวมๆ ทางด้านจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวภาพ
  2. โรคซึมเศร้ามักเกิดตามหลังความผิด หรือการสูญเสียจากพราก เช่น บุคคลที่รักตายจาก คนรักตีจาก ความกดดันด้านสังคม การเรียน การงาน หรือการเงิน สภาพชีวิตที่โดดเดี่ยวว้าเหว่ ขาดความรักความอบอุ่น เป็นต้น
  3. โรคซึมเศร้ามิได้เกิดจากสภาพจิตใจที่เปราะบาง อ่อนแอ อย่างที่เข้าใจกันผิดๆ หากแต่มีหลักฐานจากการวิจัยมาตลอด 20 ปีนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของสมดุลย์ของสารเคมี ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง มีผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน โดยเฉพาะสารซีโรโทนิน นอร์เอปิเนฟรีน และโดปามีน
  4. หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติ ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน ปัจจัยที่กระตุ้นให้คนที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ มีโอกาสเกิดอาการก็คือ ความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้นเพื่อรักษาสมดุลย์ของอารมณ์
  5. สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่ง ต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเองมองตนเอง และโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบตลอดเวลา หรือเครียดง่าย เมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น
  6. หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้
  7. สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม ทางสภาพจิตใจ ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

อาการ

  1. ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง
  2. ผู้ป่วยอาจเป็นประเภทที่มีอาการ 2 ขั้ว หรือขั้วเดียว ประเภทมีอาการสองขั้ว มีอาการแกว่งระหว่างขั้วหนึ่งที่มีอาการเฟื่อง กับอีกขั้วตรงข้ามที่มีอาการแฟบ หรือซึมเศร้า ช่วงเฟื่องสมองจะตื่นตัวคิดอะไรว่องไว อาจถึงขั้นอัจฉริยะ พูดเร็ว ทำเร็ว รุกรานผู้อื่น ใช้เงินมากอย่างไม่เสียดาย เจ้าตัวจะมีความสุข แล้วทำให้ผู้อื่นมีความทุกข์ เป็นอยู่พักหนึ่ง อาการจะแกว่งไปทางตรงข้ามคือแฟบ มีอาการซึมเศร้า กลัว วิตกกังวล ทำอะไรไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ ของที่เคยทำได้ง่ายๆ ก็กลัวไม่กล้าทำ รู้สึกตัวเองมีความผิดเกินเหตุ กลัวในเรื่องต่างๆ อย่างควบคุมไม่ได้ กินอาหารไม่ลง นอนไม่หลับ มีความคิดวนเวียนอยู่ในเรื่องโทษตัวเอง และวิตกกังวลอย่างแสนสาหัส วนๆ ซ้ำซากอยู่อย่างนั้น อย่างไม่สามารถหลุดออกไปได้ ความทุกข์ท่วมท้นอย่างน่าสงสาร
  3. ในโรคอารมณ์แปรปรวน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย
  4. พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล

โรคซึมเศร้าประเภทต่างๆ

  1. โรคซึมเศร้าทั่วไป แสดงอาการเบื่อ ท้อแท้ และเศร้าสลดอย่างมากนานเกิน 2 สัปดาห์ สาเหตุมักเกิดจากมีเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง การสูญเสีย หรือผิดหวัง ความเครียดสะสมยาวนาน อาจมีอาการทางจิต เช่น หวาดระแวง และหูแว่ว การเปลี่ยนแปลงตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักมีอาการขี้บ่นจุกจิก
  2. โรคซึมเศร้าเรื้องรัง รุนแรงน้อยกว่ากรณีแรก แต่เป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 ปี และมักนานกว่า 5 ปี มักมีสาเหตุที่ทำให้ทุกข์ใจมายาวนาน แม้จัดการได้ระดับหนึ่ง แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีความสุขมาเป็นเวลาหลายปี ลงเอยด้วยการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแบบชัดเจน
  3. โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ดิสออเดอร์ มีอารมณ์เซ็ง ซึมเศร้า สลับกับร่าเริงผิดปกติ ในหนึ่งปีอาจมีอาการนี้หลายครั้ง มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรือตัดสินใจผิดๆ และอาจคิดฆ่าตัวตาย

การวินิจฉัย

โรคซึมเศร้าจะมีอาการเด่นชัด 2 ประการ

  1. หมดความสนใจในกิจกรรมประจำวัน ไม่ยินดี ยินร้ายกับกิจกรรมที่เคยทำอย่างสนุกสนาน
  2. มีอารมณ์เซ็ง เศร้าซึม รู้สึกเศร้า หมดที่พึ่ง หมดหวังและร้องไห้อย่างมากมาย

หรือมีอาการดังกล่าวนี้ร่วมด้วยทุกวัน หรือแทบทุกวันอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  1. มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน เช่นนอนมากเกินไปหรือนอนไม่หลับ
  2. น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักตัว
  3. หงุดหงิด โมโหง่าย ขี้รำคาญหรือทำอะไรเชื่องช้าลง
  4. อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีพลังในการทำงาน
  5. ไม่มั่นใจในตนเอง
  6. คิดถึงแต่เรื่องตาย
  7. ขาดสมาธิในการคิดจนตัดสินใจอะไรไม่ได้หรือมีปัญหาเรื่องความจำ
  8. สูญเสียความรู้สึกทางเพศทั้งๆ ที่เคยทำได้ดีมาก่อน

การรักษา

  1. การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ชนิดของยาแก้ซึมเศร้า โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ เช่น ลักษณะของอาการ และความรุนแรง ระยะเวลาว่าป่วยมานานเท่าใด ประกอบอาชีพหรือดำรงอาชีพอย่างไร มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง และกำลังรับประทานยาชนิดใดอยู่ เพื่อเลือกยาแก้ซึมเศร้าที่เหมาะสมที่สุดแก่ผู้ป่วย
  2. ยาแก้ซึมเศร้าส่วนใหญ่ มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาทกลับเข้าเซลล์ จึงทำให้มีปริมาณสารสื่อประสาทเพิ่มขึ้นหรือสมดุลย์ขึ้น ข้อสำคัญคือ ยาแก้ซึมเศร้าไม่มีฤทธิ์เสพย์ติด
  3. ยาแก้ซึมเศร้าก็มีผลข้างเคียงได้ดังยาอื่นๆ เช่น ทำให้มึนๆ ง่วงๆ แต่มักจะเป็นอยู่ช่วงสั้นไม่กี่วันก็หาย หากมีอาการมากจนรบกวนกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วยควรติดต่อแพทย์ผู้รักษา เพื่อขอคำแนะนำในการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนยา
  4. ผลข้างเคียงจากยาแก้ซึมเศร้าชนิดเก่าที่ใช้กันมานาน ได้แก่ อาการหวิวๆ หน้ามืดจะเป็นลม หรือตาพร่า ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะขัดและอ้วนขึ้น เป็นต้น ส่วนผลข้างเคียงจากยาซึมเศร้าชนิดใหม่ๆ ได้แก่ อาการคลื่นไส้ ปวดมึนศีรษะ และง่วงซึม เป็นต้น
  5. ถ้าได้ผลดี ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจ และอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ หลังจากรับประทานยาแก้ซึมเศร้า เนื่องจากยาต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการออกฤทธิ์ หลังจากนั้นควรรับประทานยาต่อไปแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว หากหยุดรับประทานยาเร็วเกินไปอาจกลับมีอาการซึมเศร้าได้อีก
  6. โดยทั่วไปแนะนำว่า ควรรับประทานยาต่อไปนาน 4-6 เดือนเพื่อป้องกันอาการซึมเศร้ากำเริบอีก มีผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องไปอีกหลายๆ ปี
  7. ผู้ป่วย และครอบครัวจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาแนะนำ ร่วมไปกับการรับประทานยาแก้ซึมเศร้า ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำอาจเป็นจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้รักษา นักแนะแนว หรือจิตวิทยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัว ปรับใจ กับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาติดต่อกันตามคำแนะนำของแพทย์ โดยรับประทานยาสม่ำเสมอ ในเวลา 6 เดือน จะรู้สึกเหมือนฝันร้ายได้ผ่านพ้นไป
  8. โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้ามิได้บ่งถึงจิตใจที่อ่อนแอ "คิดไปมากเอง" อย่างที่เข้าใจผิดกัน โรคซึมเศร้าเป็นการเจ็บป่วยที่ครอบครัวผู้ป่วยควรให้ความเห็นใจ และจัดการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ถ้าผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ เพราะไม่ตระหนักถึงความเจ็บป่วยของตัวเอง อาจจำเป็นต้องขอร้องแกมบังคับมาให้พบแพทย์
  9. โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ หากอาการรุนแรงมาก หรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาโดยใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ซึ่งปลอดภัยและได้ผลดีกว่าการใช้ยาเสียอีก

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ


อ่าน 1898 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 5 เคล็ดลับส่งเสริมสุขภาพเด็กรุ่นใหม่
 เผยสารฟิลเลอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับ อย.ถูกต้อง นำเข้าจากยุโรป
 เตือน 3 กลุ่มเสี่ยงรับมือหน้าหนาว ต้นเหตุทำเจ็บป่วยได้ง่าย
 ขิง คุณแม่หลังคลอด ห้ามพลาด
 สธ.ห่วง ดูบอลยูโร 2012 ทำคนไทยพุงพลุ้ย

 


มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
กรุงเทพมหานคร 10210 [ดูแผนที่]
โทรศัพท์ 02-973-2236-7 ต่อ 1606 โทรสาร 02-973-2237 ต่อ 1090 E-mail: info@happyhospital.org
Copyright@2006 www.happyhospital.org