อาสาสมัครไม่ใช่แค่การ ”ให้” แต่เป็นการได้ “รับ” ที่มากกว่าการได้ให้ 


นิยามสร้างสุขของคุณ

ชื่อ


  •  เพราะว่าอยากช่วยจร้า (นก)
  •  อยากอาสาบ้าง (นก)
  •  สร้างให้เขาสุข เราก็อิ่มสุข (ปานปั้น)
  •    9 อาหารต้องห้าม สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์  
       'รสและกลิ่น'กับภาวะโภชนาการ เตรียมพร้อมรับมือ'สังคมผู้สูงวัย' 
       อย. แนะวิธีเลือกซื้อผักผลไม้ ช่วงเทศกาลกินเจ 

       คุณสมบัติอาสาสมัครในโรงพยาบาล  
       ความสัมพันธ์การใช้ ICT กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล  
       อาสาสร้างสุขทำอะไรได้บ้าง? 

       Over Acting ปัญหาหรือแค่คาแร็กเตอร์  
       8 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อจิตใจที่ดีและสุขภาพแข็งแรง 
       อาหารคลายเครียด 


    โรคลมชักในเด็ก เรื่องไม่เล็ก แต่แก้ไขได้

     

    โรคลมชัก เป็นอีกโรคหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้กับผู้เป็นพ่อแม่ ที่ประสบปัญหาลูกเป็นโรคลมชัก กังวลว่าลูกจะต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับอาการชักที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ และที่สำคัญ กลัวว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยๆ ของลูก...

    พญ.กัลยา สุดกรยุทธ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท กล่าวถึงโรคลมชักว่า เป็นหนึ่งในความผิดปกติของระบบประสาทที่พบได้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ออกมาจำนวนมากพร้อมๆ กันทีเดียว จึงทำให้มีอาการแสดงของโรคลมชักเกิดขึ้น

    ทำไมจึงเป็นโรคลมชัก


    สาเหตุของโรคลมชักในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไปพบว่าสาเหตุของโรคลมชักมักมาจากปัจจัยที่สำคัญเหล่านี้คือ "กรรมพันธุ์" หรือการที่สมองเคยได้รับภยันตรายต่างๆ มาก่อน เช่น จากภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนสมอง เนื้องอกในสมอง หลอดเลือดสมองผิดปกติ การติดเชื้อของระบบประสาท และเด็กบางรายที่มีความผิดปกติทางสมองมาตั้งแต่กำเนิด เด็กที่เป็นโรคลมชักจากสาเหตุเหล่านี้ มักจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและสมองผิดปกติตามมาด้วย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมบางอย่าง ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ เช่น แสงไฟ วูบๆ วาบๆ เป็นจังหวะ เป็นต้น

    โรคลมชักมีอาการอย่างไร

    อาการชักมีหลายชนิด ชนิดที่เกิดบ่อยในเด็กคือ อาการชักทั้งตัว เวลาชักจะเกร็งกระตุกนาน 2-3 นาที โดยตัวเองไม่รู้ตัว จำเหตุการณ์ไม่ได้ คนทั่วไปมักเรียกอาการชนิดนี้ว่า “ลมบ้าหมู”



    นอกจากนี้ ยังมีอาการชักที่เรียกว่า “ชักเหม่อ” เป็นครู่เดียวไม่เกิน 30 วินาทีก็หาย บางรายมีอาการชักเฉพาะที่แบบรู้ตัว เช่น มีอาการกระตุกที่แขน ขา หรือหน้า ผู้ป่วยจะรู้ตัวและบอกเล่าอาการได้ บางรายอาการชักเป็นแบบทำอะไรซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว ผู้ป่วยบางรายมีอาการชักหลายรูปแบบได้ หลังชัก ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มึนงง ต้องการพักผ่อน

    การวินิจฉัยโรคลมชัก

    ข้อมูลการชักของผู้เห็นเหตุการณ์หรือคนใกล้ชิดสำคัญที่สุด เพราะว่าผู้ป่วยที่มีอาการชักบางรายไม่รู้สึกตัว ดั้งนั้นคนที่เห็นเหตุการณ์ต้องสังเกตรายละเอียดว่า ผู้ป่วยมีอาการอย่างไรบ้าง มีอาการขณะตื่นหรือหลับ มีอาการนานเท่าไหร่ หลังจากมีอาการ ผู้ป่วยเป็นอย่างไร มีการกระพริบตา เคี้ยวปาก พูดพึมพำ เกร็ง กระตุกอวัยวะส่วนไหน และคนไข้รู้สึกตัวหรือไม่

    ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก การวินิจฉัยโรคลมชัก นอกจากประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว ยังมีเครื่องมือต่างๆ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) การถ่ายภาพเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (CT) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) เพื่อช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย

    การรักษา


    ปัจจุบันโรคลมชักส่วนหนึ่งสามารถรักษาได้ ตามมาตรฐานทั่วไป จะรักษาโดยการใช้ยากันชัก ผู้ป่วยประมาณ 70-80% สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา ผู้ป่วยต้องรับประทานยาสม่ำเสมอ แต่ก็มีบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อยา ปัจจุบันผู้ป่วยโรคลมชักบางชนิด สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่จะต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อดูว่าผู้ป่วยเหมาะสมที่จะให้การรักษาโดยการผ่าตัดหรือไม่ แล้วหากเข้ารับการผ่าตัดจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย

    การรักษาโรคลมชักโดยการผ่าตัด

    มีผู้ป่วยบางรายที่อาจรักษาได้ผลดีด้วยวิธีการผ่าตัด การผ่าตัดจะถูกนำมาพิจารณา ในกรณีที่
    •    สามารถระบุตำแหน่งของรอยโรคในสมองที่ทำให้เกิดการชักได้
    •    การใช้ยากันชักไม่ได้ผล
    •    ตำแหน่งที่เป็น สามารถทำการผ่าตัดได้ โดยไม่ทำความเสียหายให้เนื้อสมองส่วนอื่น
    •    ผู้ป่วยไม่มีผลกระทบจากการผ่าตัดเอาเนื้อสมองบางส่วนออก
    นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคลมชักควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักมากขึ้น คือการอดนอน ความเครียด ออกกำลังกายมากผิดปกติ แสงกระพริบเป็นจังหวะ เช่น วิดีโอเกม เป็นต้น

    ทำอย่างไรเมื่อพบเจอผู้ป่วยโรคลมชัก

    ถ้าเห็นผู้ป่วยกำลังชักอยู่ คนใกล้ชิดหรือผู้เห็นเหตุการณ์ จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อป้องกันการสำลัก และเพื่อช่วยให้หายใจสะดวก คลายเสื้อผ้าให้รู้สึกผ่อนคลาย และข้อควรระวังคือ อย่าพยายามงัดปาก ล้วงปากผู้ป่วยที่กำลังชัก เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่า อาจจะไปงัดฟันหักหลุดเข้าหลอดลม หรือมือผู้ช่วยเหลืออาจจะถูกกัดได้ และโดยธรรมชาติของผู้ป่วยโรคลมชักทั่วไปจะชักเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 2-5 นาทีก็จะหยุด แต่ถ้ารายไหนที่ชักนานมากเกิน 5 นาทีขึ้นไป หรือชักซ้ำอีก กรณีนี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล



    อาการของโรคลมชักอาจทำให้ผู้พบเห็นเกิดการตกใจได้ ดังนั้น ผู้ช่วยเหลือควรตั้งสติให้ดี การปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักที่สำคัญคือ ต้องคำนึงถึงการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นขณะเกิดการชัก โดยทั่วไปอาการชักมักหยุดได้เองภายใน 2-3 นาที

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553


    อ่าน 1936 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


     หมอประกิตเผยผลวิจัยบุหรี่ก่อมะเร็ง5ชนิดใหม่l
     ช่วยทำความสะอาดแอร์พอร์ตลิงก์หน่อย - สารพันปัญหาเมืองกรุง
     ภัยร้ายรายวัน : คุกกี้เสริมอึ๋ม F คัพ
     ช็อกโกแลตมีประโยชน์
     ผลวิจัยชี้คนท้องเสี่ยงติดหวัด09เพิ่ม4เท่า

     


    มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
    กรุงเทพมหานคร 10210 [ดูแผนที่]
    โทรศัพท์ 02-973-2236-7 ต่อ 103 โทรสาร 02-973-2236 ต่อ 109 E-mail: info@happyhospital.org
    Copyright@2006 www.happyhospital.org