อาสาสมัครไม่ใช่แค่การ ”ให้” แต่เป็นการได้ “รับ” ที่มากกว่าการได้ให้ 


นิยามสร้างสุขของคุณ

ชื่อ


  •  เพราะว่าอยากช่วยจร้า (นก)
  •  อยากอาสาบ้าง (นก)
  •  สร้างให้เขาสุข เราก็อิ่มสุข (ปานปั้น)
  •    ปวดเข่าเป็นๆหายๆ สัญญาณเตือน โรคข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของผู้สูงอายุ  
       เคล็ด(ไม่)ลับ สร้างสุขเด็กไทย  
       วินิจฉัย โรคออทิสติก ด้วยวิธีใหม่ เพื่อช่วยในการรักษาและป้องกันโรคนี้  

       การเตรียมตัวลงพื้นที่  
       ว่าด้วยเรื่องอาสาสมัครในโรงพยาบาล  
       คุณสมบัติอาสาสมัครในโรงพยาบาล 

       "4 วิธีให้ลูกเลิกติดแท็บเล็ต มือถือ"  
       "5 สิ่ง ที่คุณพ่อควรทำ" 
       ห่วง“ผู้สูงวัย”เกือบครึ่งใช้ยาผิด 


    มาทำความรู้จัก “ไข้เลือดออก” ให้มากขึ้น

     

    ทำความรู้จัก “ไข้เลือดออก” ให้มากขึ้น

    ทำความรู้จัก “ไข้เลือดออก” ให้มากขึ้น thaihealth

    แต่ในความจริงแล้ว แพทย์โดยเฉพาะกุมารแพทย์คนไทย มีความรู้ความเข้าใจในการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก และการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างดี ทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูง จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ อัตราตายของผู้ป่วยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันมีอัตราตายลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ซึ่งหมายถึง ถ้ามีผู้ป่วยไข้เลือดออก 1,000 ราย จะมีผู้ป่วยเสียชีวิตไม่เกิน 5 ราย  รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้กล่าวไว้ พร้อมอธิบายว่า

    โรคไข้เลือดออกในประเทศไทยเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ไข้เลือดออกเดงกี แต่ มักเรียกทั่วไปว่า "ไข้เลือดออก" เชื้อไวรัสเดงกีมี 4 ชนิดคือ เดงกี-1, เดงกี-2, เดงกี-3 และเดงกี-4 ทำให้คนเรามีโอกาสที่จะป่วยจากโรคไข้เลือดออกได้หลายครั้งไวรัสเดงกีเป็น เชื้อที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออก แต่ตัวการที่แท้จริงหรือพาหะนำโรคที่สำคัญคือ "ยุงลาย"เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีกัดคน จะถ่ายทอดเชื้อให้คน ทำให้เกิดการติดเชื้อตามมายุงลายมักออกหากินและกินเลือดคนในเวลากลางวัน และวางไข่ในน้ำสะอาดที่ขังนิ่ง

    ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีจำนวนไม่น้อยจะไม่แสดงอาการ ใดๆ  ในขณะที่ผู้ติดเชื้อบางคนมีเพียงอาการไข้ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อเท่านั้นซึ่งเรียกว่า "ไข้เดงกี"  กรณี ที่มีการรั่วของพลาสม่าหรือน้ำเหลืองออกจากเส้นเลือดของผู้ป่วย ซึ่งทำให้ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้น มีน้ำในช่องปอดและช่องท้อง จะเรียกว่า "ไข้เลือดออก" ผู้ป่วยบางรายที่มีการรั่วของพลาสม่าจำนวนมากอาจมีภาวะช็อกร่วมด้วย

    รศ.นพ.ชิษณุ เปิดเผยอีกว่าปัจจุบันการระบาดของโรคเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยการระบาดใหญ่ในบางปีอาจมีผู้ป่วยหลายแสนคน ปัจจัย ที่เกื้อหนุนให้เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว อุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนไป และความเป็นอยู่ที่แออัดของผู้คน ผู้ป่วยไข้เลือดออกพบได้ตลอดปี แต่พบบ่อยในช่วงหน้าฝน และมักมีการระบาดใหญ่ทุก 3-5 ปี ปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผู้ป่วยไข้เลือดออกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากเดิมที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เปลี่ยนเป็นเด็กโต วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย ซึ่งส่งผลให้อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกเปลี่ยนแปลงไปด้วย ระยะเวลาของไข้ยาวนานขึ้น พบอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและอาการปวดศีรษะมากขึ้น ขณะที่อาการตับโตและภาวะช็อกที่พบบ่อยในเด็กเล็กพบน้อยลง

    สำหรับอาการของผู้ป่วยไข้บางคนมีเพียงอาการไข้สูง ปวดเมื่อยเนื้อตัว แล้วก็หายจากโรคโดยไม่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ในขณะที่ผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งเกิดภาวะเลือดออกและมีภาวะช็อกร่วมด้วยจากการ ศึกษาวิจัย พบว่า ปัจจุบันผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีความรุนแรงมักเกิดจากการติดเชื้อครั้งที่ สอง ผู้ป่วยที่มีปริมาณของไวรัสมากจะมีอาการของโรครุนแรง และเชื่อว่าไวรัสเดงกี-2 ทำให้เกิดการรั่วของพลาสม่าได้มากกว่าไวรัสชนิดอื่น ส่วนไวรัสเดงกี-3 มักทำให้เกิดอาการทางสมองและ

    รศ.นพ.ชิษณุ บอกอีกว่า อาการของโรคไข้เลือดออกจำแนกเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะไข้ ระยะวิกฤติ และระยะพักฟื้น การ มีความรู้เกี่ยวกับระยะของโรคจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนในการ วินิจฉัยโรค การดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น รวมทั้งช่วยให้สามารถพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมอาการที่สำคัญ ในระยะแรกของโรคไข้เลือดออกคือ อาการไข้สูงลอย หน้าแดง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาจมีภาวะเลือดออกร่วมด้วย อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏพร้อมๆ กัน จึงต้องเฝ้าติดตามเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่จะชัดเจนและง่ายต่อการวินิจฉัยโรคมากขึ้น

    เมื่ออาการไข้ดำเนินมาถึงวันที่ 3 ลักษณะที่สำคัญในผู้ป่วยไข้เลือดออก คือ อาการไข้สูงลอย "ไข้สูง" หมายถึง ไข้ที่สูงตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป "ไข้ลอย" หมายถึง ไข้ที่เป็นอยู่นานและไม่ลดลงจนเป็นปกติตลอดระยะไข้ของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้สูง 39-40.5 องศาเซลเซียส หากได้รับยาลดไข้อาจทำให้ไข้ลดลงเพียงเล็กน้อยในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นดังนั้นผู้ป่วยที่มีประวัติไข้เป็นๆ หายๆ หรือผู้ป่วยที่มีไข้เฉพาะในเวลากลางคืนจึงมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกน้อย

    การติดตามไข้เป็นระยะๆ โดยใช้ปรอทวัดไข้สำหรับผู้ป่วยที่มีไข้เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจเป็นไข้เลือดออกตำแหน่งที่พบเลือดออกได้ บ่อยคือ ผิวหนัง เยื่อบุจมูก ช่องปาก และกระเพาะอาหาร ภาวะเลือดออกในอวัยวะอื่นๆ รวมถึงเลือดออกในสมองพบได้น้อยมาก หากผู้ป่วยเป็นเพศหญิง อาจจะมีประจำเดือนมากหรือนานกว่าปกติ

    ผู้ป่วยไข้ เลือดออกที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลรักษาที่บ้านได้ การดื่มน้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ หรือน้ำธรรมดาให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แนะนำให้จิบบ่อยๆ ทีละน้อย ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่มีสีแดงหรือสีดำ เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยอาเจียนอาจทำให้เข้าใจผิดว่าอาเจียนเป็นเลือดได้

     ที่มา:www.thaihealth.or.th/สสส


    อ่าน 404 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


     เปิดรับ ‘ความตาย’ สัมผัส ‘ใจ’
     เรื่องของมะเร็ง กับสมุนไพร
     อย.ยันไม่พบนำเข้าเนื้อหมูจากไอร์แลนด์
     ของในกระเป๋าคุณสาว ๆ ช่วยปฐมพยาบาลได้นะ
     เผยชื่อ สมุนไพร-ผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวานได้

     


    มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
    กรุงเทพมหานคร 10210 [ดูแผนที่]
    โทรศัพท์ 02-973-2236-7 ต่อ 1606 โทรสาร 02-973-2237 ต่อ 1090 E-mail: info@happyhospital.org
    Copyright@2006 www.happyhospital.org