อาสาสมัครไม่ใช่แค่การ ”ให้” แต่เป็นการได้ “รับ” ที่มากกว่าการได้ให้ 


Warning: include(niyam/input.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

Warning: include(niyam/input.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

Warning: include() [function.include]: Failed opening 'niyam/input.php' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

   ปวดเข่าเป็นๆหายๆ สัญญาณเตือน โรคข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของผู้สูงอายุ  
   เคล็ด(ไม่)ลับ สร้างสุขเด็กไทย  
   วินิจฉัย โรคออทิสติก ด้วยวิธีใหม่ เพื่อช่วยในการรักษาและป้องกันโรคนี้  

   การเตรียมตัวลงพื้นที่  
   ว่าด้วยเรื่องอาสาสมัครในโรงพยาบาล  
   คุณสมบัติอาสาสมัครในโรงพยาบาล 

   "4 วิธีให้ลูกเลิกติดแท็บเล็ต มือถือ"  
   "5 สิ่ง ที่คุณพ่อควรทำ" 
   ห่วง“ผู้สูงวัย”เกือบครึ่งใช้ยาผิด 


'รสและกลิ่น'กับภาวะโภชนาการ เตรียมพร้อมรับมือ'สังคมผู้สูงวัย'

 


ใกล้เข้ามาแล้ว สำหรับคำว่า "สังคมผู้สูงอายุ" ในประเทศไทยจากการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขล่าสุดพบว่ามีตัวเลขเพิ่มขึ้น ปีละ 5 แสนคน และคาดว่าในปี 2558 จะเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์" โดยเฉลี่ยประชากร 5 คน จะพบผู้สูงอายุ 1 คนเป็นอย่างน้อย

          ในฐานะลูก หลาน เหลน โหลน หรือผู้ยังพอมีเรี่ยวแรง แน่นอนว่าย่อมต้องดูแลผู้สูงอายุในบ้านของตนให้ดีที่สุด แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความต้องการของปู่ ย่า ตา ยายตนเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเรื่องของ "โภชนาการ" หรือ "อาหารการกิน" ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ

รู้จักประสาทสัมผัส รสและกลิ่น

          สอบถามความรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ "สังคมผู้สูงอายุ" จาก ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ณัฐพล ตั้งสุภูมิ แห่งสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้ปูพื้นให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องประสาทสัมผัสรับรสและกลิ่น

          ดร.ณัฐพลบอกว่า การรับรู้ทางประสาทสัมผัสเกิดจากกลไกทางสรีรวิทยาและจิตวิทยาที่ประกอบกัน อย่างซับซ้อน โดยอาศัยการทำงานที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันของสมองและอวัยวะรับสัมผัสต่างๆ ได้แก่ ตา จมูก ลิ้น ปาก และหู 

          "ความสามารถในการรับรู้รสและกลิ่นเป็นลักษณะเฉพาะคน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัย เช่น เพศ วัย พันธุกรรม ประสบการณ์ และความคุ้นชินต่อรสและกลิ่นนั้นๆ ที่ทำให้ระดับความสามารถในการรับรู้ต่างกัน การรับรู้นี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิต โดยเริ่มมีพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งส่งผลต่อความชอบและการยอมรับรสและกลิ่นอาหารของทารก เด็กแรกเกิดจะชอบรสหวานและรสอูมามิ แต่ไม่ชอบรสเปรี้ยวและรสขม 

          "ขณะที่ความชอบรสเค็มเป็นผลจากการเลี้ยงดู เด็กเล็กที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารรสเค็ม โตขึ้นมีแนวโน้มชอบรสเค็มมากกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารรสอ่อน อย่างไรก็ตาม ความชอบรสเค็มสามารถปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับความคุ้นชิน คนที่รับประทานอาหารเค็มจัดจนเป็นนิสัย เมื่อมารับประทานอาหารที่เค็มน้อยลงอาจจะไม่ชอบในช่วงแรก แต่ถ้ารับประทานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่งก็จะเกิดความคุ้นชินและ เปลี่ยนเป็นชอบรสที่อ่อนลงนั้นมากกว่ารสเดิมได้"

          นักวิชาการจากสถาบันโภชนาการกล่าวและว่า การรับรู้และยอมรับกลิ่นเกิดจากการเรียนรู้และความคุ้นชินกับกลิ่นนั้นใน ช่วงแรกของชีวิต 

          ดังมีรายงานว่า แม่ที่รับประทานอาหารที่มีกลิ่นเฉพาะตัว เช่น กระเทียม แครอต สะระแหน่ เนยแข็ง โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้มที่มักจะมีกลิ่นเหม็นเขียวอย่างบร็อกโคลี รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์หรือให้นม ลูกก็จะมีแนวโน้มที่จะยอมรับกลิ่นของอาหารเหล่านั้นได้มากขึ้นด้วย ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการ

เลือกรับประทานอาหารที่มีกลิ่นเฉพาะตัว โดยเฉพาะพืชผักต่างๆ

          ขณะที่พันธุกรรมก็มีผลต่อการยอมรับรสและกลิ่น ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า "คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน" จึงไม่ผิดนัก ดังที่ ดร.ณัฐพลเปิดเผยว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลกไม่มีตัวรับรสขมบางประเภทหรือมีจำนวนน้อยกว่า ทั่วไป ทำให้สามารถรับประทานผักใบเขียวและพืชที่มีรสขมได้โดยไม่รู้สึกขมเหมือนคน อื่น เพราะไม่สามารถรับรสขมจากสารรสขมบางชนิดในพืชได้ จึงมีแนวโน้มจะรับประทานผักมากกว่าด้วยเป็นที่แน่นอนว่า ยิ่งสูงวัยการทำงานของอวัยวะต่างๆ ก็เสื่อมถอย และอวัยวะรับสัมผัสนั้นก็ไม่เว้น

 

 รู้ทันความเปลี่ยนแปลง

 

เตรียมโภชนาการ 'ผู้สูงวัย

 

          เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายรวมถึงอวัยวะรับสัมผัสก็เสื่อมถอยลงตามวัย 

          โดยเฉพาะการทำงานที่สอดคล้องกันของระบบประสาทและสมอง ทำให้ความสามารถในการรับรู้รสและกลิ่นเปลี่ยนแปลงไปด้วย

          ดร.ณัฐพลบอกว่า การสูญเสียการรับรู้รสเนื่องจากความชรามักจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน จนอาจไม่สามารถสังเกตตัวเองได้ชัดเจน โดยผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 40 จะมีความบกพร่องในการรับรู้รส การสูญเสียการรับรู้รสมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรส โดยมีแนวโน้มที่จะสูญเสียการรับรู้รสหวานมากที่สุด ทำให้ผู้สูงอายุมักจะชอบรับประทานอาหารที่มีรสหวานมาก

          "การสูญเสียการรับรู้รสเดียวกันก็อาจแตกต่างกัน เช่น ผู้สูงอายุบางคนอาจรับรู้รสขมจากกาเฟอีนได้น้อยลง ในขณะที่ยังรับรู้รสขมที่มาจากสารให้รสขมอื่นๆ ได้อย่างปกติ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมักจะสูญเสียการรับรู้รสเพียงบางส่วนเท่านั้น 

          "แต่สำหรับการรับรู้กลิ่นจะสูญเสียมากกว่า โดยเริ่มตั้งแต่อายุ50 ปี การสูญเสียนี้มีความเฉพาะเจาะจงกับแต่ละกลิ่น ผู้สูงอายุอาจรับรู้กลิ่นบางกลิ่นได้แย่ลงเท่านั้น ในขณะที่ยังสามารถรับรู้กลิ่นอื่นๆ ได้ปกติ ขึ้นอยู่กับความคุ้นชินที่มีต่อกลิ่นนั้นๆ แต่ความสามารถในการแยกแยะ จำแนก และระบุกลิ่นจะลดลงตามวัย ซึ่งผู้ชายมีแนวโน้มที่จะสูญเสียการรับรู้กลิ่นมากกว่าผู้หญิง และการสูญเสียการรับรู้กลิ่นมักจะนำไปสู่การสูญเสียการรับรู้รสด้วย" ดร.ณัฐพลกล่าวนักวิชาการจากสถาบันโภชนาการบอกด้วยว่า การเจ็บป่วยและพฤติกรรมบางอย่างก็ส่งผลต่อการรับรู้รสและกลิ่นด้วยเช่นกัน

          พร้อมยกตัวอย่าง เช่น การเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคไต โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงการที่ระบบประสาทบริเวณจมูก ช่องปาก และหลอดอาหารถูกทำลายจากโรคและกระบวนการรักษา เช่น การรับประทานยาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และการฉายรังสี ความบกพร่องของระบบต่อมไร้ท่อ 

          ขณะที่พฤติกรรมอย่างการสูบบุหรี่และการขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก และสังกะสี ก็อาจส่งผลโดยตรงหรืออ้อมต่อความสามารถในการรับรู้รสและกลิ่น 

          เหล่านี้อาจนำไปสู่ความบกพร่องหรือสูญเสียการรับรู้รสและกลิ่นบางส่วนหรือ ทั้งหมด หรือการรับรู้รสและกลิ่นผิดเพี้ยน โดยสามารถเกิดได้ทั้งแบบเป็นครั้งคราวและถาวร 

          "การสูญเสียและความบกพร่องในการรับรู้รสและกลิ่นทำให้การรับรู้กลิ่นรสแย่ลง ด้วย และยังทำให้ความพึงพอใจและสุนทรีย์จากการรับประทานอาหารลดลง หรือรับประทานอาหารไม่อร่อย เพราะรู้สึกว่ารสและกลิ่นไม่เหมือนเดิม แม้ว่าจะเป็นอาหารที่เคยชื่นชอบ ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ไปจนถึงเบื่ออาหาร ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องในการรับรู้รสมีแนวโน้มที่จะมีอาการเบื่ออาหาร มากกว่าผู้สูงอายุปกติที่ยังสามารถรับรู้รสได้ปกติถึง10เท่า 

          "การรับรู้รสที่แย่ลงทำให้ผู้สูงอายุต้องรับประทานอาหารที่มีรสเข้มข้นขึ้น โดยใช้เครื่องปรุงรส โดยเฉพาะน้ำตาลและเกลือมากกว่าปกติ เพื่อให้รับรู้รสเท่าเดิม ซึ่งล้วนมีผลต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว" นักวิชาการจากสถาบันโภชนาการกล่าวแม้ว่าการสูญเสียการรับรู้ทางประสาทสัมผัส ในผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมีการดูแลรักษาสุขภาพและบริโภคนิสัยที่ดี ก็จะสามารถชะลอและลดความรุนแรงของการสูญเสียลงได้  

          ดังนั้น ดร.ณัฐพลจึงได้ฝากถึงนักวิจัยทั้งหลายที่จะสามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุในด้านนี้

          โดยบอกว่า การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ประสาทสัมผัสที่มุ่งเน้นการส่งเสริมภาวะโภชนาการ ที่ประยุกต์และบูรณาการองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและกลไกทางสรีรวิทยา และจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้รสชาติของมนุษย์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้รสชาติที่เหมาะสมกับ สมรรถภาพทางกาย สามารถกระตุ้นความอยากอาหารของผู้สูงอายุ โดยมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับภาวะโภชนาการ และมีคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสเป็นที่ยอมรับ และตรงกับบริบททางวัฒนธรรมอาหารในแต่ละท้องถิ่น มีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักวิชาการด้านอาหารและโภชนาการใน ปัจจุบันอย่างมาก นั่นก็เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี่


ที่มา http://www.hiso.or.th/hiso5/healthy/news.php?names=01&news_id=6177



อ่าน 932 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 แคดเมียม...ในสาหร่าย
 เจลล้างมือ เป็นสารไวไฟ จริงหรือ?
 ปัญหาเด็กพิการแต่กำเนิด
 นวดตา รักษาโรคตาได้จริงหรือ
 ผลวิจัยชี้คุยมือถือแนบหู

 


มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
กรุงเทพมหานคร 10210 [ดูแผนที่]
โทรศัพท์ 02-973-2236-7 ต่อ 1606 โทรสาร 02-973-2237 ต่อ 1090 E-mail: info@happyhospital.org
Copyright@2006 www.happyhospital.org