อาสาสมัครไม่ใช่แค่การ ”ให้” แต่เป็นการได้ “รับ” ที่มากกว่าการได้ให้ 


Warning: include(niyam/input.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

Warning: include(niyam/input.php) [function.include]: failed to open stream: No such file or directory in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

Warning: include() [function.include]: Failed opening 'niyam/input.php' for inclusion (include_path='.:/usr/local/lib/php') in /home/happy/domains/happyhospital.org/public_html/menu_left_new.php on line 60

   ปวดเข่าเป็นๆหายๆ สัญญาณเตือน โรคข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของผู้สูงอายุ  
   เคล็ด(ไม่)ลับ สร้างสุขเด็กไทย  
   วินิจฉัย โรคออทิสติก ด้วยวิธีใหม่ เพื่อช่วยในการรักษาและป้องกันโรคนี้  

   การเตรียมตัวลงพื้นที่  
   ว่าด้วยเรื่องอาสาสมัครในโรงพยาบาล  
   คุณสมบัติอาสาสมัครในโรงพยาบาล 

   "4 วิธีให้ลูกเลิกติดแท็บเล็ต มือถือ"  
   "5 สิ่ง ที่คุณพ่อควรทำ" 
   ห่วง“ผู้สูงวัย”เกือบครึ่งใช้ยาผิด 


โรคพาร์กินสัน รู้ทัน รักษาได้

 
 

โรคพาร์กินสัน รู้ทัน รักษาได้ (โรงพยาบาลพญาไท 1)
โดย นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ อายุรแพทย์ระบบประสาท เชี่ยวชาญด้านโรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ

          โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ ถูกกล่าวถึงครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1817 โดยนายแพทย์ เจมส์ พาร์กินสัน อัตราของการเกิดโรคพาร์กินสันจะเพิ่มขึ้นตามอายุของผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะอยู่ประมาณ 55-60 ปี โดยพบในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง 1.5 เท่า

          ความเสี่ยงการเกิดโรคพาร์กินสันตลอดชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 2 และจากการศึกษาในกลุ่มประเทศแถบยุโรปพบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดโรคพาร์กินสันในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 1.8 ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคพาร์กินสันตั้งแต่อายุน้อย (อายุน้อยกว่า 50 ปี) ส่วนใหญ่พบว่าจะมีความสัมพันธ์กับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมากกว่าผู้ป่วยที่ เริ่มมีอาการตอนอายุมาก
   
          สำหรับในประเทศไทยนั้น จากการศึกษาในโครงการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในประเทศไทยพบว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นพาร์กินสันกว่า 40,000 คน โดยพบว่าใน เขตเมืองมีความชุกของโรคพาร์กินสันประมาณ 126.83 คน ต่อประชากร 100,000 คน และในเขตชนบทมีความชุกของโรคพาร์กินสันประมาณ 90.82 คน ต่อประชากร 100,000 คน ประกอบกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นและจะเพิ่มเป็นเท่าตัวในอีก 15 ปี ข้างหน้า จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น


สาเหตุของโรคพาร์กินสัน
   
          โรคพาร์กินสันเกิดจากความเสื่อมของสมองบริเวณก้านสมองที่เรียกว่า Substantia nigra (parcompacta) ในสมองส่วนนี้ประกอบด้วยเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สร้างสารโดปามีน (Dopamine) เมื่อเกิดการตายของเซลล์ประสาทขึ้นในบริเวณดังกล่าว ทำให้การสร้างสารโดปามีนลดลงจนเกิดความไม่สมดุลของวงจรควบคุมการเคลื่อนไหว ของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคพาร์กินสัน ซึ่งได้แก่ อาการแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวช้า และอาการสั่น ปัจจุบันสาเหตุของความเสื่อมดังกล่าวนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ การสัมผัสสารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือสมองได้รับความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ

 
อาการของโรคพาร์กินสัน
   
          ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักมีอาการสั่น อาการเกร็ง อาการเคลื่อนไหวช้า เดินซอยเท้าสั้น ๆ ทรงตัวไม่ดีทำให้หกล้มง่าย ซึ่งอาการสั่นเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในโรคพาร์กินสันและมักเริ่มมี อาการที่ข้างใดข้างหนึ่งของร่างกายก่อน
   
          นอกจากอาการด้านการเคลื่อนไหวแล้วผู้ป่วยยังอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ การรับกลิ่นและรสอาหารลดลง อาการท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติของการนอนหลับโดยเฉพาะอาการนอนกรนและนอนละเมอ


การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน
   
          การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันจะอาศัยอาการของผู้ป่วยและการตรวจร่างกายจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในบางกรณีอาจจำเป็นต้องทำสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain) เพื่อแยกโรคจากโรคทางสมองอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้มีอาการคล้ายพาร์กินสันได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมองตีบ ภาวะน้ำเกินในโพรงสมอง และเนื้องอกในสมอง เป็นต้น นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการตรวจพิเศษบางอย่าง ได้แก่ การสแกนสมองดูการทำงานของสมองส่วนลึก (F-DOPA PET Scan) และการตรวจหาความผิดปกติของการสะสมธาตุเหล็กบริเวณก้านสมองด้วยคลื่นเสียง ความถี่สูง (Transcranial sonography) ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันให้ดียิ่งขึ้น


การรักษาโรคพาร์กินสัน
   
          การรักษาโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่เป็นการรักษาด้วยยาเพื่อลดและควบคุมอาการพาร์ กินสันทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวร่างกายและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนทางการเคลื่อนไหว เช่น มีอาการยุกยิกหลังได้รับยา หรือภาวะยาออกฤทธิ์ไม่สม่ำเสมอ ที่ไม่สามารถปรับยาเพื่อควบคุมอาการได้แล้วนั้น อาจพิจารณาทำการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) เพื่อช่วยลดอาการดังกล่าวได้
   
          นอกจากการการรักษาที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีการรักษาอื่น ๆ ที่ควรทำควบคู่กับการรับประทานยา เช่น การทำกายภาพ การทำกิจกรรมบำบัด การฝึกพูด และการฝึกกลืน เพื่อช่วยให้อาการและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการออกกำลังกายโดยการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญและมีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถช่วยชะลอการดำเนินโรคได้

 

ถาม-ตอบ โรคพาร์กินสัน

Q :  โรคพาร์กินสันมีอาการอย่างไร

          A : โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหวที่พบบ่อยในผู้สูง อายุ ผู้ป่วยมักมีอาการสั่น เคลื่อนไหวช้าและลำบาก มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ก้าวเดินลำบาก และหกล้มง่าย

Q : มีอาการมือสั่นจะเป็นโรคพาร์กินสันหรือไม่

          A : อาการมือสั่นนอกจากโรคพาร์กินสัน ยังสามารถพบในโรคความผิดปกติของระบบประสาทได้หลายโรค เช่น โรคมือสั่นจากกรรมพันธุ์ (Essential tremor) โรคมือสั่นจากกล้ามเนื้อเกร็ง (Dystonictremor) โดยอาการมือสั่นที่พบในโรคพาร์กินสันส่วนมากมักเป็นในขณะเผลอหรือวางมืออยู่ เฉย แต่ก็อาจพบอาการสั่นในขณะถือของหรือเขียนหนังสือได้ด้วยเช่นกัน

Q : โรคพาร์กินสันเกิดจากอะไร

          A : โรคพาร์กินสันเกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทในส่วนของการก้านสมองที่ควบคุม การเคลื่อนไหวที่เรียกว่า "เบซอลแกงเกลีย" (Basal Ganglia) ทำให้สมองส่วนดังกล่าวขาดสารสื่อประสาทที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า "โดปามีน" (Dopamine) ซึ่งสาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทบกระเทือนของสมองจากอุบัติเหตุและการสัมผัส สารหรือยาฆ่าแมลง

Q : เป็นพาร์กินสันทำไมต้องรีบพบแพทย์

          A : การได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคพาร์กินสันและได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ ระยะเริ่มแรก ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคพาร์กินสันได้ อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิติที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายโรคพาร์กินสันแต่มีการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อีกด้วย

  Q : โรคกลุ่มอาการคล้ายพาร์กินสันแตกต่างจากโรคพาร์กินสันอย่างไร

          A : กลุ่มอาการคล้ายพาร์กินสัน มีหลากหลายสาเหตุ ได้แก่ เนื้องอกในสมอง หลอดเลือดสมองอุดตัน น้ำในโพรงสมองเกิน การติดเชื้อในระบบประสาท และโรคระบบประสาทเสื่อมจากพันธุกรรม ซึ่งโรคดังกล่าวมีอาการคล้ายคลึงกับโรคพาร์กินสันมาก การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

Q : รักษาโรคพาร์กินสัน ต้องทำอย่างไรบ้าง

          A : การรักษาโรคพาร์กินสันส่วนมากอาศัยการใช้ยารับประทานเป็นหลัก โดยยาส่วนใหญ่จะเป็นยาที่เข้าไปทดแทนสารสื่อประสาทโดปามีนในสมองของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อาการสั่นลดลงเคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วขึ้น รวมไปถึงสามารถเดินและทรงตัวได้ดีขึ้น

Q : นอกจากการกินยาแล้ว ยังมีการรักษาอื่น ๆ อีกหรือไม่

          A : ในบางกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันมานาน อาจพบว่าผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนทางการเคลื่อนไหว ได้แก่ ยาออกฤทธิ์ไม่สม่ำเสมอ ยาหมดฤทธิ์เร็ว มีอาการตัวโยกช่วงที่ยาออกฤทธิ์ เป็นต้น ในกรณีนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วน ลึก (Deep Brain Stimulation) เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนทางการเคลื่อนไหวได้

Q : โรคพาร์กินสันสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

          A : ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาใดที่จะทำให้โรคพาร์กินสันหายขาดได้ เนื่องจากเป็นความเสื่อมของระบบประสาท

Q : แล้วมีอะไรบ้าง ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของโรคพาร์กินสันได้

          A : ในปัจจุบันยังไม่มียาตัวใดที่จะช่วยหยุดหรือชะลอความเสื่อมดังกล่าวได้ แต่จากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายควบคู่กับการกินยาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือ ปั่นจักรยาน สามารถช่วยชะลอการเสื่อมลงของโรคและยังช่วย
ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอีกด้วย

Q : สเต็มเซลล์ (Stem cell) สามารถรักษาโรคพาร์กินสันได้หรือไม่

          A : ในต่างประเทศมีความพยายามอย่างมากในการใช้สเต็มเซลล์เพื่อมารักษาโรคระบบ ประสาทเสื่อมหลาย ๆ โรค รวมถึงโรคพาร์กินสันด้วย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาใดที่สามารถยืนยันได้ว่า
สเต็มเซลล์สามารถรักษาโรคพาร์กินสันได้

ที่มา www.kapook.com


อ่าน 1323 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 8 วิธีดูแลสุขภาพหัวใจตัวเอง
  เชื้อราในช่องคลอด รักษาได้ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ
 กาแฟลดน้ำหนัก ดื่มแล้วผอมชัวร์หรือมั่วนิ่ม?!
 สำคัญกว่า พ่อแม่แยกทางกัน
 ยารักษา "สิว" อันตราย

 


มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
กรุงเทพมหานคร 10210 [ดูแผนที่]
โทรศัพท์ 02-973-2236-7 ต่อ 1606 โทรสาร 02-973-2237 ต่อ 1090 E-mail: info@happyhospital.org
Copyright@2006 www.happyhospital.org