อาสาสมัครไม่ใช่แค่การ ”ให้” แต่เป็นการได้ “รับ” ที่มากกว่าการได้ให้ 


นิยามสร้างสุขของคุณ

ชื่อ


  •  เพราะว่าอยากช่วยจร้า (นก)
  •  อยากอาสาบ้าง (นก)
  •  สร้างให้เขาสุข เราก็อิ่มสุข (ปานปั้น)
  •    ปวดเข่าเป็นๆหายๆ สัญญาณเตือน โรคข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆของผู้สูงอายุ  
       เคล็ด(ไม่)ลับ สร้างสุขเด็กไทย  
       วินิจฉัย โรคออทิสติก ด้วยวิธีใหม่ เพื่อช่วยในการรักษาและป้องกันโรคนี้  

       การเตรียมตัวลงพื้นที่  
       ว่าด้วยเรื่องอาสาสมัครในโรงพยาบาล  
       คุณสมบัติอาสาสมัครในโรงพยาบาล 

       "4 วิธีให้ลูกเลิกติดแท็บเล็ต มือถือ"  
       "5 สิ่ง ที่คุณพ่อควรทำ" 
       ห่วง“ผู้สูงวัย”เกือบครึ่งใช้ยาผิด 


    ทิศทางการดูแลผู้สูงอายุไทย รับมือคนแก่ล้นประเทศ

     

    ทิศทางการดูแลผู้สูงอายุไทย รับมือคนแก่ล้นประเทศ

    โดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย


       กลายเป็นปัญหาระดับโลกเสียแล้ว สำหรับเรื่องคนแก่ล้นประเทศ ไม่เพียงแค่คนแก่เพิ่มจำนวนขึ้นเท่านั้น แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่ก็ลดลงอย่างน่าใจหาย

    ประเทศไทยเองก็ไม่พ้นจากบ่วงปัญหานี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าท้าทายในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ อารมณ์ และความคิด

    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการดูแลเรื่องนี้ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ" เนื่องจาก "ผู้สูงอายุ" เป็นวัยซึ่งมีสารพัดปัจจัยก่อให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ ที่ต้องได้รับการดูแล

    ยิ่งทุกวันนี้ "นวัตกรรมการแพทย์" ทำให้มนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น จึงทำให้ประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยละ 10 แล้วตั้งแต่ปี 2548 และเพิ่มเป็นร้อยละ 10.4, 10.5 และ 10.7 ในปี 2548, 2549 และ 2550 ตามลำดับ โดยคาดว่าอัตราส่วนผู้สูงอายุจะทะยานถึง 10.7 ล้านคน หรือร้อยละ 15.28 ในปี 2563 นับเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในเวลาแค่ 20 ปีข้างหน้า

    สาเหตุนี้มาจากอัตราการเกิดของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงปี 2507-2508 จากร้อยละ 47.2 เหลือแ! ค่ร้อยละ 10.9 ระหว่างปี 2548-2549 ขณะที่อัตราการตายไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

    ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือน่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุด

    สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจคือ เมื่อคนเราล่วงสู่วัยชรา ผู้สูงอายุเหล่านั้นจะประสบภาวะพึ่งพิงหลายด้าน คือ 1.ภาวะพึ่งพิงด้านความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Activity Daily Living; ADL) ทั้งการอาบน้ำ แต่งตัว การรับประทานอาหาร การลุก-นั่ง การเคลื่อนที่ การใช้ส้วม และอาจรวมการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ โดย ADL จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งบอกความต้องการการดูแลและการจัดบริการช่วยเหลือดูแลที่สังคมควรจัดให้มีขึ้น โดยภาวะพึ่งพิงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

    2.ภาวะพึ่งพิงด้านเศรษฐกิจ ที่จะเกี่ยวข้องกับปัญหาหลักประกันด้านรายได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุจะไม่สามารถทำงานได้ หากมีเงินออมที่ดี มีเงินบำนาญรองรับก็จะมีปัญหาน้อย แต่ทว่าส่วนใหญ่จะมีปัญหามากเพราะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

    3.ภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพ เมื่ออายุมากสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกายเสื่อมถอยลง ด้านจิตใจก็จะวิตกกังวล หวาดระแวง ซึมเศร้า รวมถึงยังเสี่ยงป่วยเป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ กระทั่งมีโอกาสเกิดอัมพาตค่อนข้างสูง

    4.ภาวะพึ่งพิงด้านสังคมและจิตใจ เนื่องจากผู้สูงอายุต้องพึ่งพิงอาศัยลูกหลานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวเดี่ยว ครองตนเป็นโสดมากขึ้น และย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเพื่อประกอบอาชีพ กอปรกับอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น หรือได้รับการรักษาที่ยืดชีวิตให้อยู่ยาวนานขึ้น แต่กลับพ่วงความพิการมาด้วย จึงส่งผลให้ผู้สูงอายุมีโอกาสถูกทอดทิ้งง่ายขึ้น

    ซึ่งภาวะพึ่งพิงดังกล่าวมาแล้วนั้น มีด้วยกัน 3 ระดับ เพื่อการวางแผนการดูแลให้เหมาะสม จึงต้องหมั่นสังเกตให้ดีว่าผู้สูงอายุในความดูแลนั้นอยู่ในระดับใด

    ระดับแรก คือ ภาวะปกติ (เขียว) ระดับที่สอง คือ ภาวะที่ช่วยตัวเองได้น้อยลง (เหลือง) และระดับสุดท้าย คือ ภาวะที่ช่วยตนเองไม่ได้จนถึงต้องนอนติดเตียง (แดง) โดยค่าใช้จ่ายในภาวะสุดท้ายของชีวิต (นอนติดเตียง) จะมีต้นทุนสูงสุด

    ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการดูแลระยะยาว คือ การยืดอายุการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุให้ได้ยาวนานที่สุด โดยจัดให้มีหลักประกันด้านการดูแลสุขภาพและรายได้ ดังนี้

    1.การจัดระบบการดูและระยะยาวในระดับ! สถาบัน ช ุมชน และครอบครัว โดยการส่งเสริมป้องกันโรค หรือให้เป็นโรคช้าลง ตลอดจนการดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ประกอบด้วย

    การจัดระบบการดูแลระยะยาวในสถานบริการจะต้องมีการประสานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ เพราะปัจจุบันยังพบปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกรณีบ้านพักคนชราที่มีอยู่แค่ 13 แห่งทั่วประเทศที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองท้องถิ่น เนื่องจากจะกำหนดให้ผู้เข้าพักต้องอยู่ในภาวะที่พึ่งพาตนเองได้ และที่สำคัญต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เท่านั้น ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้สูงอายุต่างท้องถิ่นที่ไม่สามารถเข้ารับบริการได้และไม่มีบ้านพักคนชราในท้องถิ่นที่ตนเองอาศัย ยิ่งกว่านั้นยังต้องมีการจัดระบบมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ดีของสถานบริการผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนธุรกิจการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้านด้วย

    การจัดระบบการดูแลระยะยาวในระดับชุมชนและครอบครัว เช่น การจัดตั้งศูนย์อเนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน การใช้วัดเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้สูงอายุ เพราะจะเป็นการใช้ท้องถิ่นเป็นฐานในการบูรณาการร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ รวมถึงจัดให้มีอาสาสมัครเยี่ยมบ้าน (อสส.) ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการนำร่องร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆ

    การจัดระบบการเชื่อมประสานงานระหว่างชุมชนกับสถานบริการ เช่น ระบบส่งต่อจากสถานบริการให้กับชุมชนนั้นจำเป็นต้องมีกระบวนการอบรมพักฟื้นผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า 1 เดือน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติตนในการช่วยเหลือตนเองได้อย่างดีที่สุดเพื่อลดภาระของผู้ดูแลต่อไป

    2.ส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ดี อันจะส่งผลดีทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะนอกจากงานคือชีวิตแล้ว ยังทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม ตลอดจนเพิ่มการออม (Saving) ให้กับผู้สูงอายุด้วย โดยพิจารณาปรับอายุเกษียณจาก 60 ปีเป็น 65 ปี กำหนดลักษณะงานที่เหมาะสม หรืออาชีพสงวนสำหรับผู้สูงอายุ และจัดฝึกอบรมเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมีทางเลือกในการทำงานที่เหมาะสมกับวัยของตนเองมากขึ้น อีกทั้งยังต้องจัดให้มีระบบ Home Health Care เพื่อประสานงานร่วมกับอาสาสมัครเยี่ยมบ้านอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดระเบียบกฎหมายและมาตรฐานปฏิบัติต่างๆ

    3จัดให้มีระบบการออมเพื่อการชราภาพหรือระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อผู้สูงอายทุกคนจะได้รับหลักประกันเงินขั้นต่ำเพื่อการยังชีพ เพราะถึงแม้รัฐบาลจะจ่ายเบี้ยยังชีพคนละ 500 บาท/เดือนให้กับผู้สูงอายุที่ยากไร้หรือช่วยตนเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ครอบคลุม และเป็นภาระทางงบประมาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการรับเบี้ยยังชีพยังสร้างความรู้สึกการเป็นผู้ที่ถูกสงเคราะห์ ซึ่งจะแตกต่างจากการรับเงินในระบบบำนาญที่เป็นเงินออมของตนเองที่มีศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุมากกว่า

    4.การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในครัวเรือน สถานที่สาธารณะ และการคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุเพื่อจะได้มีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ ในสังคมได้

    เมื่อเราได้เรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติให้ได้ดังนี้ เชื่อแน่ว่าสังคมที่มีครอบครัวใหญ่แบบฉบับไทยๆเรานี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขแน่นอน

     

    บทความโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
    http://www.thainhf.org/index.php?module=article&page=detail&id=399


    อ่าน 5027 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


     ประโยชน์จากอาหารไฮไฟ
     เลี้ยงลูกให้ดีและฉลาดสมวัย
     How Doctors Think แพทย์คิดอย่างไร(จบ)(ประชาชาติธุรกิจ)
     ตัวช่วยให้มีสุขภาพดี
     น้ำสมุนไพร ปรับสมดุลธาตุ เวลาไหนดื่มอะไรดี

     


    มูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่
    กรุงเทพมหานคร 10210 [ดูแผนที่]
    โทรศัพท์ 02-973-2236-7 ต่อ 1606 โทรสาร 02-973-2237 ต่อ 1090 E-mail: info@happyhospital.org
    Copyright@2006 www.happyhospital.org